Everywhere
แนะนำก่อน
เคยสงสัยไหมครับเวลาเห็นภาพพระจันทร์อยู่ในขันที่ใส่นำ้ ว่ามันไปลงไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร วางขันนำ้10ใบก็มีพระจันทร์อยุู่ครบทั้ง10ไป และคงจะมีพร้อมอยู่ในทุกๆใบบนโลกด้วยเช่นกัน ในเวลาเดียวกัน (ด้วยตำแหน่งของการกินพื้นที่ ที่เราสามารถตั้งวัตถุที่จะสื่อรับภาพของมันได้) เช่นนั้นแล้วรูปพระจันทร์นั้นคงมีอยู่ในทุกๆที่พร้อมกันอยู่ตลอดด้วยในเวลาเดียวกัน
ซึ่งภาพสิ่งอื่นจากที่ไกลๆท่ีปรากฏบนกระจก หรือภาพสิ่งต่างๆจากสถานที่อันห่างไกลที่มาปรากฏในสายตาเราด้วยก็เช่นกัน
แล้วเราที่กำลังเดินอยู่บนถนนเองก็อาจจะกำลังเป็นภาพอยู่ในตำแหน่งของสายตาเหยี่ยวที่บินอยู่ไกลออกไป10กิโลเมตร เราได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นของท้องฟ้าด้วยได้อย่างไร ในเวลาเดียวกัน
ถ้าเดินขึ้นรถเมล์ที่กำลังมีคนหนาแน่น จะมีีรูปของเราเกิดขึ้นอยู่เต็มไปหมด(จากสายตาของคนบนรถ) อยู่ต่อหน้าสายตาคนนับพันบนเวทีใหญ่ที่ทรงเกียรติ ทำไมเราถึงรู้สึกสั่นไหว
“เพราะลึกๆเเล้วเรากำลังตระหนักรู้ว่าภาพลักษณ์แห่งตัวตนของเราเหล่านั้น กำลังถูกกระทำ”
เรื่องนี้จะเสนอประเด็นของการมีภาพลักษณ์แห่งตัวตนของเราในทุกๆสถานที่ ในทุกๆเวลา ซึ่งในทุกๆสิ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน
แล้วเวลาที่เรามองเห็นสิ่งอื่น สิ่งนั้นก็ได้มาประทับอยู่ในตำแหน่งพื้นที่ของเราด้วยเช่นกันในขณะเดียวกัน
นั้นคือเรื่องของมิติของเหตุการณ์ และลักษณะการมีอยู่ของตัวตนต่างๆ ที่ทุกคนจะสามารถสัมผัสรับรู้ถึงกันได้ ก็ด้วยเพราะมีวาระบางอย่างที่ผูกพันธ์ให้เกิดความสัมพันธ์กัน
ซึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงให้ถึงซึ่งการสัมผัสเห็นนั้นของกันและกัน คือความพอดีของทุกสิ่งรอบๆตัวเรา ที่ทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งต่างๆ
ลองนึกถึงเรื่องความพอดีนี้ว่าจริงไหม(แค่ในทางขนาด) ที่ว่าหากเราตัวเล็กเท่าเชื่อโรคแล้ว เราคงจะมองไม่เห็นเพื่อนที่เป็นคน และหากเราตัวใหญ่ทำคนแล้วคงจะไม่สามารถมองเห็นและได้พบกับเพื่อนที่เป็นเชื่อโรคได้
ซึ่งความพอดี(ต่อกัน)โดยธรรมชาตินี้แหละที่ช่างเป็นความมหัศจรรย์ และทำให้พวกเราทุกคนได้ต่างเป็นผู้ถือมีวาระ และขอบเขตความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะได้มาพบ และสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน
อธิบายขยาย
แนวคิดของEverywhereที่จะนำเสนอ
คือภาพลักษของสิ่งๆหน่ึงและตัวเราที่ต่างมีปรากฏและประทับอยู่ในทุกๆที่ ที่แม้แต่ดวงดาวที่เราเห็นนั้นมีระยะทางห่างไกลกันหลายล้านปีแสง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหากเรามองดูดวงดาว จะเท่ากับเรากำลังมองไปในอดีต เพราะถ้าหากเราเห็นภาพของดวงดาวในตอนนั้นจริงณ ขณะนี้แล้ว ในเวลาของความจริงที่นั่น (ที่แสงช่วยเป็นสื่อแห่งความพอดี และที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงการมีตัวตนอยู่ของดวงดาวเหล่านั้นดวยการมองเห็น) ดาวดวงนั้นจะถึงวาระแห่งการหมดอายุขัยและได้แตกดับไปแล้ว ในปัจจุบันเดียวกันกับที่เราได้มองเห็นนั้น (และในบางครั้งภาพของกาแล็กซี่ก็เช่นกัน)
ซึ่งภาพลักษณ์แห่งตัวตนที่แท้จริงที่ได้แตกดับไปแล้วของดาวดวงนั้น ยังสามารถเดินทางข้ามเวลามาประทับอยู่ในที่วางของพวกเราด้วยได้ และเป็นของทุกๆคนได้ในเวลาที่แตกต่างกันไปอีกอย่างมหาศาล อย่างไม่อาจประมาณได้ ก็ด้วยความพอดีของผู้รับในแต่ละมิติที่แตกต่างนั่นอีกเช่นกัน
เข้าสู่จุดมุ่งหมาย
และแนวทางของเรื่อง
Everywhere (ทุกๆที่)
นั้นจะเสนอเรื่องการมีอยุู่ในทุกๆที่(ของภาพลักษณ์)ของทุกคนๆ ที่มีอยู่ในทุกๆชั่วขณะของเวลา เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีตัวตนอยู่ของตนเอง ที่ต่างมีประทับพร้อมอยุู่ในทุกๆสถานที่ด้วย ทั้งในพื้นที่ร่างกายของคนที่เรารัก และในพื้นที่ร่างกายของคนที่เราเกลียด ทั้งที่พวกเขาไม่อาจจะสัมผัสรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเราได้เลย อยู่แต่ที่ใครคนอื่นนั้นจะมีความพอดีที่เหมือนกัน ที่จะเป็นโอกาสให้รับรู้ได้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเรา
เท่านี้แหละครับ Everywhere
ซึ่งจากพล็อตข้างบนนี้้เป็นส่วนเสนอแค่ไอเดียล้วนๆ ที่ใครจะลองเอาไปขยายเรื่องต่อในแนวทางของตนเองก็ได้ แล้วเสนอมา
ส่วนที่ผมลองสมมุติแนวพล็อตคือ
จะนำเสนอด้วยภาพของคนและสัตว์ที่กำลังมีรูปแบบการดำรงชีวิตที่ต่างกัน 4ตัวอย่าง ที่แต่ละคนต่างกำลังประสบกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ต่างกัน ในชั่วขณะเดียวกัน และแต่ละคนสามารถจะรับรู้และมองเห็นเรื่องราวจากกันและกันได้ จากช่องว่างแห่งความพอดีเล็กๆ ที่ส่งผ่านเรื่องราวของกันและกัน จากมิติของชีวิตที่แตกต่างและห่างไกลกัน
ที่ทุกคนสามารถมีโอกาสเล็กๆที่จะมองเห็นและเรียนรู้จักความหมายของชีวิตได้จากแง่มุมที่แตกต่างของกันและกัน
โดยมีลำแสงแห่งความพอดี ที่เราสมมุติขึ้น เป็นสื่อที่นำทุกสิ่งมาประทับให้แต่ละคนเห็นได้ ในแนวสอนใจให้แก่กัน
โดยผมสมมุติลำแสงแห่งความพอดี ที่ออกแบบแทนเป็นคาแรคเตอร์ ของspirite ในธรรมชาติซักอย่างหนึ่ง ที่มีร่างรวมอยู่ในลำแสงนั้น
เป็นลำแสงที่พัดผ่านและประทับดึงความสนใจให้ผุู้ที่กำลังมีปัญหาได้บังเอิญเห็นเรื่องราวของกันและกัน ผ่านสื่อต่างๆรอบตัวในธรรมชาติ(ที่แปลกออกไป) เช่นในหยดนำ้ หรือบนกระจก โดยเป็นการเห็นที่ไม่น่าจะเห็นได้ในแบบพื้นฐานธรรมชาติง่ายๆทั่วไป แต่ก็ไม่โอเวอร์เกินจริงไปมาก
(ซึ่งลำแสงแห่งความพอดีนี้ก็จะเก็บเรื่องราวของทุกๆคนไป(เพราะแสงนั้นเก็บข้อมูลทั้งหมด)
แล้วในขณะนั้นเราก็จะนำเสนอด้วยภาพ ตอนที่ภาพลักษณ์แห่งตัวตนของพวกเขาเหล่านั้นถูกลำแสงแห่งความพอดีพาไปปรากฏไว้ในที่ต่างๆ และมีความหมายสำคัญกับคนอื่นๆที่นั่น (ที่อาจเป็นการชี้แนะซึ่่งหนทางรอด ทางสว่าง และเป็นแรงบันดาลให้แก่กันได้อีกมากมาย) ทั้งที่เจ้าตัวเองเขาก็ไม่ได้รับรู้มัน ซึ่งเป็นความรู้สึก+ดีๆต่อคนดู
แล้วเราจะสอดแทรกภาพตัวอย่างในตอนต้นที่ผมกล่าวยกมานำเรื่อง ลงในช่วงตอนท้าย เข้าไปเรื่อยๆ เช่นดวงจันทร์ในนำทุกๆแก้ว ภาพสะท้อนของเราในหยดนำ้ และภาพดวงดาวที่ห่างไกล(ซึ่งภาพของพวกเราทั้งหมดอาจจะไปปรากฏที่นั่นได้ด้วยเช่นกัน) ให้คนดูรับรู้ได้เองถึงการมีภาพลักษณ์ของเราอยู่ในทุกๆที่ของทุกสิ่ง (ที่จะแทนการอธิบายด้วยบทพูดที่ผมพิมพ์) และมองกลับมาที่ตนเองด้วยเช่นกัน จากตัวอย่างเรื่องราวของตัวละครภายในที่เป็นคนอยู่ร่วมในสังคมจริงเหมือนกัน
ที่ตอนจบสุดท้ายนั้นลำแสงแห่งความพอดีนี้ได้เดินทางผ่านต่อๆไปในมิติที่อนันต์อย่างไร้ซึ่งกาลเวลา เสมือนกฏธรรมชาติใหญ่ท่ีไม่เคยเปลี่ยนแปลงและอยู่เหนือเวลา
จบ.
ซึ่งตรงส่วนเนื้อเรื่องจริงนี้ผมขอเสนอแบบว่างไว้ก่อน เพื่อรอไอเดียของทุกคน (หากจะทำ)
อยากให้ทุกคนลองเสนอกัน เพราะอาจได้ตัวอย่างที่ดีกว่า และการสอนใจที่ดีมากๆได้ และยังสามารถสอดแทรกรายละเอียดที่อาจสื่อความเป็นไทยผสมลงไปได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น เด็กที่กำลังรอลุ้นผลเอนทราส
ที่เท่านี้น่าจะพอและทำให้ทุกคนตระหนักได้ ถึงคุณค่าในการเป็นตัวเองที่มีอยู่ ในความแตกต่างและเอกลักษณ์แฉพาะที่ทุกคนต่างมีอยู่
หากทุกคนจะลองเอาไปคิดเนื้อหากันดู
ในตัวละคร1ตัวจะมีลักษณะเป็นแบบนี้ครับ
มีสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าเป็นปัญหาอยู่(ที่ตัวเองก็กำลังต่อสู้เต็มที่อยู่) และมีส่วนตัวตนที่เขาเป็น(ในอีกแง่มุมหนึ่ง)ที่สามารถสอนใจ เป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆได้
แล้วเรื่องราวในแง่มุมอื่นของแต่ละคนนั้นได้มีส่วนช่วยเหลือกัน ในปัญหาใหญ่ที่แต่ละคนต่างกำลังเผชิญหน้าอยู่
ตัวอย่างชนิดต่างๆของแนวทาง เช่น แม่กบที่กำลังจะนำลูกให้รอดพ้นจากการเป็นอาหารนกในสระนำ้ คู่รักที่กำลังจะตกลงเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ผู้ป่วยที่กำลังนอนรอความตายในโรงพยาบาล
นักเรียนที่เอนไม่ติด
ซึ่งเมื่อเอามาทำก็จะเป็นเช่น ภาพของคนป่วยในโรงพยาบาลที่รู้ว่าตนจะไม่รอดชัวร์ๆ แต่มีกำลังใจไม่เศร้าหมองท้อถอย เป็นกำลังใจให้กับ เด็กที่เอนไม่ติด ได้ครับ
คู่รักถานะปานกลางที่เกิดตั้งครรภ์โดยที่ทั้งคู่ยังไม่พร้อม กำลังจะตัดสินใจอยู่ว่าจะเอาเด็กไว้หรือไม่ เพราะกลัวที่จะรับภาระของการมีครอบครัวไม่ไหว แต่เมื่อลำแสงแห่งความพอดีพัดผ่านพวกเขาไป ก็พาให้ทั้งคู่ได้(บังเอิญ)เห็นภาพแม่กบตัวเล็กตัวเดียวที่มีลูกยัวะเยี้ย เต็มสระเลย แต่ยังดูแลลูกๆให้พ้นจากการเป็นอาหารของนกได้ ก็เกิดมีกำลังใจสู้ต่อไปเพื่ออนาคตของลูกน้อย
ซึ่งการสอนใจนั้นเราอาจจะแสดงผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน เช่น
1.แม่กบที่ดูแลลูก สอนพ่อแม่ที่เพิ่งเริ่มมีลูก
2.พ่อแม่(ในข้อ1)ที่เพิ่งคลอดลูก ได้สอนให้คนป่วยที่กำลังจะตายให้เข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต(การเกิดและการตาย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชีวิต)
3.แล้วคนแกที่ป่วยแต่ไม่เศร้าซึมแม้รู้ว่าตนจะตาย ก็เป็นบทเรียนให้กำลังใจกับเด็กที่เอนไม่ติด ให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ในหนทางที่แตกต่างของตนเอง
แล้วภาพลักษณ์ที่มีสีสันในชีวิตของเด็ก(เอนไม่ติด)คนนั้นที่คิดได้ กับการมีเส้นทางเดินของตนเอง ก็สะท้อนกระจายลงไปในทุกๆที่ของฉากเมืองมหานครที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เหมือนคนดูจะรู้ว่านี้ละเป็นตัวอย่างให้กับเยาชนจำนวนมากอีกหลายๆคนในสังคมเรา
นี้คือพล็อตหลังจากลองจูนคลื่นแล้ว คิดว่าสามารถทำได้ใน1เพลงจบ เหมือนมิวสิกวิดีโอความยาว 4.30 นาที พยายามคิดให้ง่ายๆแล้ว แต่ก็ยังชอบหาประเด็นแปลกใหม่ขยายโลกทัศน์มาเสนอ
ซึ่งเสนอไว้เฉยๆอีกเช่นกัน เพราะภาพที่เห็นในความคิดตัวเองยังดูทำยากเลยแฮะ

