ส่วนตอนต่อสู้ก็จะค่อยๆคิดตอนใช้ของแต่ละอย่างในกล่องว่าได้มาจากใคร
(แน่นอนว่ามีภาพพ่อแม่ที่ให้ชุดเกราะมา)
เช่น ใช้ดาบฟัน นึกภาพพ่อ ใช้โล่กัน ได้จากแม่ ใช้ก้อนหิน จากป้าข้างทาง อะไรงี้
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ตรงนี้อยากให้เป็นความบังเอิญ (คือหยิบแต่ละอย่างที่ได้รับจากคนนั้นจริง แต่ไม่มีภาพระลึกถึงคนๆนั้นด้วยครับ)ให้คนดูบางคนมองเห็นเอง ไม่งั้นคนดูอาจเดาตอนจบได้จากตรงนี้เลยครับ
ซึ่งตอนสุดท้ายที่ทั้งกล่องและคนให้มาอยู่รวมกัน คนดูจะเข้าใจทะลุถึงกันได้หมดในตอนนั้นเอง ไม่งั้นอาจรู้ทางเดาก่อนได้ครับ
---------------------------------------------
พออกหักกลับบ้าน ก็มีพ่อแม่รออยู่
ก็นั่งเซ็งๆ พ่อแม่เข้ามาปลอบ แล้วเพื่อนๆที่เจอระหว่างทางก็มาเยี่ยม
====================================
ดีครับพ่อแม่เข้ามา มันเปลี่ยน(เพิ่ม)ประธานในเรื่องเข้ามา ดูเปิดประเด็นใหม่แล้วคนดูก็ยังไม่รู้ว่าแล้วจะยังไงต่อ ซึ่งพอเพื่อนๆโผล่ออกมาด้วยมันก็นำทุกอย่างเปลี่ยนไปเลย เหมือนความสนใจของคนดูมันหลุดออกจากปัญหาความกลุ้มของตัวเอกไปแล้ว
------------------------
อ้างอิงจาก:
ในส่วนตอนท้ายที่เขากลับมาบ้าน ก็อาจจะมีภาพภาพของพ่อแม่ที่โล่งใจเป็นพื้นหลังระยะแบบบุคคลที่3ที่ซ้อนอยู่ ซึ่งตัวเอกอาจจะกำลังเศร้าหมองกับความผิดหวังจนมองข้ามความดีใจของพ่อแม่(ที่เห็นลูกกลับมาอย่างปลอดภัย)
ตรงนี้ก็ดีคับ
-ก็ดีนะคับพี่บอย แต่ว่าจนแล้วจนรอดอัศวินน้อยก็ยังดูเมินๆพ่อแม่อยู่จนทั่งจบนี่นา พี่บอยช่วยอธิบายภาพตอนจบที่จิคับหลังจากกลับมาอย่างมองข้ามความดีใจตอนท้ายของพ่อแม่แล้ว(แล้วบทต่อไปมันต่อยังไง - -)ช่วยเรียงลำดับเหตุการณ์ที่พี่เข้าใจ ให้ทีจิคับพี่บอยยจ๋า
แบบของพี่นะครับ ลองฟังดู
“ไม่มีการสอนใดๆจะมีค่าไปกว่าการคิดได้เองครับ”
เหมือนการเรียนรู้แบบท่องจำ กับแบบเข้าใจนะ
การเข้าใจนั้นคือการคิดได้เองแล้วครับ เป็นการใช้ปัญญา
ซึ่งในตอนจบของเรื่องพี่ว่าน่าจะเป็นการคิดได้เองของตัวเอก
ตอนจบแบบของพี่นั้นคือ
เมื่อเขามองข้ามพ่อแม่(ที่เราไม่ต้องการให้เด่น โดยกันไว้ไม่ให้ทักกัน)
หลังจากกลับเข้าห้อง พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าเขาไปพบเจออะไรมา และน่าจะจบบท(พ่อแม่)เพียงแค่นั้น (ที่ภาพลักษณ์ของความเป็นห่วงทั้งหมดก็ได้ถ่ายทอดลงไปแล้วตั้งต้นและปลาย แบบไม่เด่นมาก)
ซึ่งการตัดขาด(จากพ่อแม่)โดยมีโลกส่วนตัวที่แบ่งแยกนี้ เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับชีวิตวัยรุ่น ที่เริ่มเข้าสู่การเรียนรู้จักโลกของความจริงด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่มักจะเริ่มมีความลับกับพ่อแม่ (โดยสอดคล้องกับการผจญภัยที่ตนเพิ่งไปพบเจอมาแบบไม่ให้พ่อแม่รู้)
(ต่อ)
ตัวเอกกลับมาที่ห้อง ในแสงมืดของห้องนั้นที่ยังไม่ได้เปิดไฟ เขามีเพียงกล่องใบเล็กมากมายที่ได้รับระหว่างการเดินทาง ที่ใส่สิ่งที่ตนไม่เคยต้องการ แต่กลับได้รับมามากมาย แล้วเขาก็เอามันใส่ในกล่องเก่าใบแรกพร้อมชุดเกราะบุบๆที่พ่อนำมาให้
ซึ่งเขาเพิ่งสังเกตุเห็นว่าของแต่ละชิ้นนั้นมันต่างยับเยิน(จากการต่อสู้จนดูเหมือนขยะ)และไม่ต่างจากกล่องเก่าโทรมใบแรกที่ตนใช้เป็นที่เก็บใส่มันอย่างทิ้งขว้าง(โยนๆนะ) ซึ่งสายตาของเขามองมันเหมือนเป็นเพียงเศษขยะ
แต่เม่ือเขาได้มองเห็นภาพตัวเองในกระจกที่่อยู่เบื้องหน้า บนสีหน้าที่เบื่อเซ็งและหงุดหงิดเศร้าหมองของตนเอง เขาก็พบกับเงาภาพของตนที่ยังปลอดภัยและไม่เป็นอะไรเลย (โดยคอนทราสกับภาพของหักฟังเหมือเศษขยะทั้งหมดที่เขากำลังโยนชิ้นสุดท้ายเก็บลงไปในกล่องเก่าโทรม) ที่จะเป็นภาพกล่องโทรมใบแรกเปรียบเทียบอยู่ข้างๆร่างที่ปลอดภัยดีของเขา ในเงากระจก
แล้วเขาจึงระลึกได้ (จากแววตาในกระจก) ถึงการได้รับความช่วยเหลือจากทุกคนที่แบ่งบันให้เขามาระหว่างทาง
ซึ่งเท่ากับความรักมากมายของทุกคนที่ดูแลรักษาตนให้ปลอดภัย ที่ในตอนนี้มีเต็มแน่นอยู่ในกล่อง
เขาเปิดกล่องใบนั้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกเต็มล้นว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นมันมีคุณค่า
และได้เห็นภาพใบหน้าของทุกคนที่ยิ้มให้กับเขาอย่างมีความสุขตอนมอบกล่องนี้ให้กับเขา (รวมทั้งพ่อแม่ของเขาด้วยที่ให้กล่องใหญ่) ซึ่งเขาก็ยิ้มตอบรับกับการให้(ของทุกคน)อย่างมีความสุข
ซึ่งตอนจบจะเป็นภาพของเขาที่ปิดกล่องใบนั้นแล้วเปิดประตูเดินออกูไป เมื่อประตูที่เขาออกไปนั้นปิดลง ทิ้งไว้เพียงภาพห้องที่มึดทึมกับกล่องเก่าใบเดิม ก็จะมีเสียงเขาที่ตะโกนกับพ่อแม่ดังจากข้างนอกอย่างฟังชัด(กลับเข้ามาภายในห้องที่ว่างเปล่า ..เสมือนกล่องที่ว่างเปล่าในตอนแรก.. ว่า)
“กลับมาแล้วคราบ !!!!”
ที่ทุกอย่างภายนอกห้องเหมือนจะดูกลับเป็นปกติเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย
จบ
อันนี้ลองคิดเสนอดูครับ
สำหรับผม
ถ้าตอนจบมีคนมาหาทุกคนพร้อมพ่อแม่นั้น ผมว่ามันดูเกินจริงไปหน่อย ลองlistมาประมาณนี้ครับ
1.กลุ่มคนที่แตกต่างและหลากหลายพวกนั้นรู้จักบ้านเด็กหนุ่มได้อย่างไร
2.พวกเขาต่างรู้จักกันและพร้อมหน้ากันมาหาเด็กหนุ่มที่บ้านถูกได้อย่างไร (ถ้าเจอกันระหว่างทางก็อาจเป็นคนที่กำลังเดินทางไปที่อื่นด้วยเหมือนกัน
3.เด็กหนุ่มสร้างพระคุณใหญ่หลวงอะไรไว้พวกเขาทั้งหมดถึงตามมาที่บ้าน
4.พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเด็กหนุ่มไปสู้กับปีศาจมา และอกหักด้วย (ทุกคนตามไปเชียร์ตอนสู้กันและได้ดูตอนเปิดกล่องด้วยหรือ)
5.พ่อแม่รู้และเข้าใจตัวเอกก่อนได้อย่างไรว่ากำลังมีปัญหา
แล้วภาพที่ทุกคนเข้ามาเปลี่ยนสถานการณ์ในตอนที่เด็กหนุ่มกำลังมีปัญหา(ในตอนท้าย) ก็ทำให้ดูเหมือนว่าเด็กหนุ่มก็ไม่ได้โตขึ้นเองจากการเดินทาง ซึ่งการที่เราเอื้อบทให้มากแบบนี้ บางทีคนดูอาจคิดว่าเด็กหนุ่มอาจถูกจูงความสนใจออกไปจากปัญหาของตนเพียงเท่านั้น แล้วLove in the box อาจจะถูกแย่งความเด่นจากประเด็นเรื่องกล่อง ในตอนแรกไปในตอนที่ทุกคนเข้ามาหาแล้วเปลี่ยนสถานะการณ์ด้วยครับ กลายเป็นผลกระทบรองจากกลุ่มนี้ แล้วกลายเป็นประเด็นรองไป
(ส่วนข้อดีของตรงนี้ผมก็ได้กล่าวข้างต้นมาแล้วครับ)
ในคำขอบ่นของคุณNicca ไม่เป็นไรครับดีที่พูดจะได้รู้จักกันก่อนครับ
ครับเรื่องความเป็นไทยนี้ เราเอาแค่ให้เกิดความรู้สึกที่อบอุ่นกันก็พอ ไม่ถึงกับเอาภาพลักษณ์เดิมๆมานำเสนอครับ เพราะบางคนใช้แบบไม่เหมาะสมก็ทำให้ทั้งงาน และความเป็นไทยที่ตนต้องการจะนำเสนอดูแย่ลงไป ครับ
คือเข้าใจความรู้สึกนะครับ ว่าคงเห็นว่ามันกดคุณภาพของผลงานหลายๆชิ้น เพราะมัวยึดติดกับคอนเสปของความเป็นไทย
อาจจะเป็นประโยตที่ผมพูดถึงว่า "พ่อแก้วแม่แก้วช่วยด้วย" ที่มันเป็นคำโบราณ ที่จริงแค่เป็นภาพพ่อแม่เฉยๆนะครับ เขียนแบบนั้นให้มันเชื่อมกับบุคคลิกของคนไทยที่ทุกคนน่าจะคุ้นจำกันดี(ใช้เพื่ออธิบายเฉยๆ) ไม่ใช่บทพูด ไม่ได้หมายถึงต้องทำภาพให้ดูเป็นไทยด้วยครับ แค่มีภาพพ่อแม่นั้นแหละคือประเด็นที่ผมเสนอ ไม่ตีกรอบนะครับ
ความเป็นไทยที่แท้จริงสำหรับผมคือทุกสิ่งที่เรากำลังเป็นและทำอยู่ในชั่วขณะปัจจุบันนั้นแหละครับ
ส่วนความเป็นไทยอื่นๆนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่คนอื่นกำหนดรู้และเข้าใจตรงกันได้เท่านั้นเอง



