TEXT: วรพันธ์ สิทธิเสรี
วิถีแห่งความฝัน
สังคมไทยในปัจจุบันนั้นหญิงและชายมีสิทธิเท่าเทียมกัน ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทในสังคมมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงการเมือง แต่ในอดีตกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น สังคมไทยในอดีตผู้ชายต้องทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนผู้หญิงต้องดูแลเรื่องภายในบ้าน คล้ายกับเป็นวัฒนธรรมที่สร้างความสมดุลให้กับสังคมบ้านเรา ส่วนในวงการศิลปะก็ไม่ต่างกันนัก ผู้ชายนั้นมีบทบาทในการสร้างสรรค์และพัฒนาศิลปะภายในประเทศให้ก้าวหน้า ส่วนผู้หญิงน้อยคนนักที่คิดจะยึดอาชีพเป็นศิลปิน แต่กลับมีศิลปินหญิงท่านหนึ่งซึ่งมีความรักในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และด้วยความมุมานะทำให้ศิลปินหญิงท่านนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนก้าวขึ้นไปรับการประกาศเกียรติคุณให้เป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” ในปี พ.ศ.2494 ซึ่งเป็นศิลปินท่านแรกที่ได้รับเกียรตินี้ ศิลปินหญิงท่านนี้มีนามว่า “มีเซียม ยิบอินซอย”
มีเซียม ยิบอินซอย เริ่มสร้างผลงานเมื่ออยู่ในวัยกลางคน ด้วยวัย41ปีเป็นวัยที่หมดภาระทางครอบครัวทำให้ท่านสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มที่ และด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของท่านการทำงานเพียง1ปีกว่า ก็ประสบความสำเร็จด้วยการได้รับรางวัลเกียรตินิยมเหรียญทองจากการแสดง ศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1 พ.ศ. 2492 ด้วยภาพ “วิถีแห่งความฝัน”และต่อมาท่านยังได้รางวัลเดียวกันอีก2ครั้ง ในปี พ.ศ. 2493,2494 รวมเป็น3ปีซ้อน จากผลงานจิตกรรมทั้ง3ภาพทำให้ท่านได้รับการประกาศเกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยศิลปากรให้เป็น “ศิลปินชั้นเยี่ยม” ในปี พ.ศ. 2494
การสร้างงานจิตรกรรมของท่านนั้น ท่านได้รับแรงบัลดาลใจจากความงามทางธรรมชาติ
ท่านเขียนภาพโดยมิได้ลอกเลียนธรรมชาติโดยตรง แต่สร้างสรรค์ธรรมชาติขึ้นมาใหม่ ด้วยลักษณะเฉพาะของตนเอง โดยมีพลังการแสดงออกจากอารมณ์ความรู้สึกที่เด็ดเดี่ยว รุนแรง และมีเอกภาพ ดังเช่นผลงานที่โดดเด่นจนได้รางวัลเกียรตินิยมเหรียญทองเป็นเหรียญแรกในภาพ “วิถีแห่งความฝัน” ซึ่งสามารถบอกความเป็นตัวตนของท่านได้อย่างชัดเจน
ภาพ วิถีแห่งความฝัน เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากความประทับใจในธรรมชาติ สร้างขึ้นในแนวทางของลัทธิ “อิมเพสร์ชั่นนิสซ์” ซึ่งเป็นแนวทางของตะวันตก จากกระแสของตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างงานของศิลปินไทยสมัยนั้น เนื้อหาภายในภาพแสดงเส้นทางของธรรมชาติที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด ทางเดินแคบๆบนพื้นผิวขรุขระไม่ราบเรียบจากฝีแปรงอันกล้าหาญนั้น เปรียบดั่ง
เส้นทางเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของท่านกับการผลันชีวิตตนเองมาเป็นศิลปิน ส่วนต้นไม้ทั้งสองข้างทางนั้น ท่านได้สร้างรูปทรงซึ่งมีความเคลื่อนไหวเลี้ยวลดเกินกว่าการลอกเลียนแบบธรรมชาติ ต้นไม้ภายในภาพได้แผ่กิ่งก้านโน้มเอียงเหมือนดั่งมีชีวิต เข้าปกคลุมเหนือเส้นทางจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้าเบื้องบน กลับกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่ลึกสุดสายตาไม่สามารถรู้ว่าเบื้องหน้าเป็นเช่นไร แต่ภายในร่มเงาของอุโมงค์ต้นไม้นั้นก็ปรากฏให้เห็นแสงสีเหลืองสาดส่องเข้ามาจากด้านข้างดั่งแสงอาทิตย์ยามเย็น แสงได้ตกกระทบลงบนลำต้นและแผ่ไปถึงกิ่งก้านสาขาต่างๆ ทำให้เกิดเงาเป็นมวลปริมาตรสร้างความรู้สึกถึงช่วงเวลาที่พระอาทิตย์จวนจะลับขอบฟ้า เปรียบเสมือนชีวิตคนเราที่ไม่จีรังยั่งยืนนัก เมื่อความมืดมาเยือนก็คงถึงเวลายุติการเดินทาง ส่วนใบไม้สีเขียวที่ปกคลุมอยู่เบื้องบนและต้นไม้ใบหญ้าเบื้องล่าง ยิ่งให้ความรู้สึกถึงความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ ทำให้เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่เร้นลับและมีเสน่ห์เย้ายวนที่จะออกก้าวเดิน ความงดงามของภาพนี้ คือการรวมตัวกันของทัศนะธาตุอย่างมีเอกภาพ ฝีแปรงที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญถ่ายทอดความเชื่อมั่นของผู้เป็นศิลปิน ที่จะออกเดินทางบนเส้นทางที่ไม่รู้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร ภาพ “วิถีแห่งความฝัน” จึงเป็นดั่งความฝันบนเส้นทางสายศิลปินของท่านนั่นเอง
เส้นทางของ “มีเซียม ยิบอินซอย” ประสบความสำเร็จอย่างสูงภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การทำงานด้านประติมากรรมด้วยการดูแลแนะนำจากศาสตราจารย์ “ ศิลป์ พีระศรี” และได้สร้างผลงานที่โดดเด่นมากมาย ชีวิตของท่านนอกจากการสร้างสรรค์ศิลปะแล้วยังเป็นผู้ที่คอยอุปถัมภ์ศิลปินรุ่นใหม่ และมีบทบาทในการผลักดันศิลปะร่วมสมัยของไทยให้พัฒนาจวบจนหมดอายุขัยของท่าน
มีเซียม ยิบอินซอย จึงเป็นแบบอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากการเลือกเดินตามเส้นทางแห่งความฝันของตนเอง
