Page 1 of 1

พล็อต/ไอเดีย-Everywhere(ทุกๆที่)

PostPosted: Fri Nov 23, 2007 10:42 am
by Boy
Everywhere

แนะนำก่อน

เคยสงสัยไหมครับเวลาเห็นภาพพระจันทร์อยู่ในขันที่ใส่นำ้ ว่ามันไปลงไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร วางขันนำ้10ใบก็มีพระจันทร์อยุู่ครบทั้ง10ไป และคงจะมีพร้อมอยู่ในทุกๆใบบนโลกด้วยเช่นกัน ในเวลาเดียวกัน (ด้วยตำแหน่งของการกินพื้นที่ ที่เราสามารถตั้งวัตถุที่จะสื่อรับภาพของมันได้) เช่นนั้นแล้วรูปพระจันทร์นั้นคงมีอยู่ในทุกๆที่พร้อมกันอยู่ตลอดด้วยในเวลาเดียวกัน

ซึ่งภาพสิ่งอื่นจากที่ไกลๆท่ีปรากฏบนกระจก หรือภาพสิ่งต่างๆจากสถานที่อันห่างไกลที่มาปรากฏในสายตาเราด้วยก็เช่นกัน

แล้วเราที่กำลังเดินอยู่บนถนนเองก็อาจจะกำลังเป็นภาพอยู่ในตำแหน่งของสายตาเหยี่ยวที่บินอยู่ไกลออกไป10กิโลเมตร เราได้ไปอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นของท้องฟ้าด้วยได้อย่างไร ในเวลาเดียวกัน

ถ้าเดินขึ้นรถเมล์ที่กำลังมีคนหนาแน่น จะมีีรูปของเราเกิดขึ้นอยู่เต็มไปหมด(จากสายตาของคนบนรถ) อยู่ต่อหน้าสายตาคนนับพันบนเวทีใหญ่ที่ทรงเกียรติ ทำไมเราถึงรู้สึกสั่นไหว

“เพราะลึกๆเเล้วเรากำลังตระหนักรู้ว่าภาพลักษณ์แห่งตัวตนของเราเหล่านั้น กำลังถูกกระทำ”

เรื่องนี้จะเสนอประเด็นของการมีภาพลักษณ์แห่งตัวตนของเราในทุกๆสถานที่ ในทุกๆเวลา ซึ่งในทุกๆสิ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน


แล้วเวลาที่เรามองเห็นสิ่งอื่น สิ่งนั้นก็ได้มาประทับอยู่ในตำแหน่งพื้นที่ของเราด้วยเช่นกันในขณะเดียวกัน
นั้นคือเรื่องของมิติของเหตุการณ์ และลักษณะการมีอยู่ของตัวตนต่างๆ ที่ทุกคนจะสามารถสัมผัสรับรู้ถึงกันได้ ก็ด้วยเพราะมีวาระบางอย่างที่ผูกพันธ์ให้เกิดความสัมพันธ์กัน
ซึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงให้ถึงซึ่งการสัมผัสเห็นนั้นของกันและกัน คือความพอดีของทุกสิ่งรอบๆตัวเรา ที่ทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งต่างๆ

ลองนึกถึงเรื่องความพอดีนี้ว่าจริงไหม(แค่ในทางขนาด) ที่ว่าหากเราตัวเล็กเท่าเชื่อโรคแล้ว เราคงจะมองไม่เห็นเพื่อนที่เป็นคน และหากเราตัวใหญ่ทำคนแล้วคงจะไม่สามารถมองเห็นและได้พบกับเพื่อนที่เป็นเชื่อโรคได้

ซึ่งความพอดี(ต่อกัน)โดยธรรมชาตินี้แหละที่ช่างเป็นความมหัศจรรย์ และทำให้พวกเราทุกคนได้ต่างเป็นผู้ถือมีวาระ และขอบเขตความเป็นไปได้ของโอกาสที่จะได้มาพบ และสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน



อธิบายขยาย
แนวคิดของEverywhereที่จะนำเสนอ

คือภาพลักษของสิ่งๆหน่ึงและตัวเราที่ต่างมีปรากฏและประทับอยู่ในทุกๆที่ ที่แม้แต่ดวงดาวที่เราเห็นนั้นมีระยะทางห่างไกลกันหลายล้านปีแสง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหากเรามองดูดวงดาว จะเท่ากับเรากำลังมองไปในอดีต เพราะถ้าหากเราเห็นภาพของดวงดาวในตอนนั้นจริงณ ขณะนี้แล้ว ในเวลาของความจริงที่นั่น (ที่แสงช่วยเป็นสื่อแห่งความพอดี และที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงการมีตัวตนอยู่ของดวงดาวเหล่านั้นดวยการมองเห็น) ดาวดวงนั้นจะถึงวาระแห่งการหมดอายุขัยและได้แตกดับไปแล้ว ในปัจจุบันเดียวกันกับที่เราได้มองเห็นนั้น (และในบางครั้งภาพของกาแล็กซี่ก็เช่นกัน)

ซึ่งภาพลักษณ์แห่งตัวตนที่แท้จริงที่ได้แตกดับไปแล้วของดาวดวงนั้น ยังสามารถเดินทางข้ามเวลามาประทับอยู่ในที่วางของพวกเราด้วยได้ และเป็นของทุกๆคนได้ในเวลาที่แตกต่างกันไปอีกอย่างมหาศาล อย่างไม่อาจประมาณได้ ก็ด้วยความพอดีของผู้รับในแต่ละมิติที่แตกต่างนั่นอีกเช่นกัน



เข้าสู่จุดมุ่งหมาย
และแนวทางของเรื่อง


Everywhere (ทุกๆที่)
นั้นจะเสนอเรื่องการมีอยุู่ในทุกๆที่(ของภาพลักษณ์)ของทุกคนๆ ที่มีอยู่ในทุกๆชั่วขณะของเวลา เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีตัวตนอยู่ของตนเอง ที่ต่างมีประทับพร้อมอยุู่ในทุกๆสถานที่ด้วย ทั้งในพื้นที่ร่างกายของคนที่เรารัก และในพื้นที่ร่างกายของคนที่เราเกลียด ทั้งที่พวกเขาไม่อาจจะสัมผัสรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเราได้เลย อยู่แต่ที่ใครคนอื่นนั้นจะมีความพอดีที่เหมือนกัน ที่จะเป็นโอกาสให้รับรู้ได้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเรา

เท่านี้แหละครับ Everywhere


ซึ่งจากพล็อตข้างบนนี้้เป็นส่วนเสนอแค่ไอเดียล้วนๆ ที่ใครจะลองเอาไปขยายเรื่องต่อในแนวทางของตนเองก็ได้ แล้วเสนอมา




ส่วนที่ผมลองสมมุติแนวพล็อตคือ

จะนำเสนอด้วยภาพของคนและสัตว์ที่กำลังมีรูปแบบการดำรงชีวิตที่ต่างกัน 4ตัวอย่าง ที่แต่ละคนต่างกำลังประสบกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ต่างกัน ในชั่วขณะเดียวกัน และแต่ละคนสามารถจะรับรู้และมองเห็นเรื่องราวจากกันและกันได้ จากช่องว่างแห่งความพอดีเล็กๆ ที่ส่งผ่านเรื่องราวของกันและกัน จากมิติของชีวิตที่แตกต่างและห่างไกลกัน

ที่ทุกคนสามารถมีโอกาสเล็กๆที่จะมองเห็นและเรียนรู้จักความหมายของชีวิตได้จากแง่มุมที่แตกต่างของกันและกัน
โดยมีลำแสงแห่งความพอดี ที่เราสมมุติขึ้น เป็นสื่อที่นำทุกสิ่งมาประทับให้แต่ละคนเห็นได้ ในแนวสอนใจให้แก่กัน
โดยผมสมมุติลำแสงแห่งความพอดี ที่ออกแบบแทนเป็นคาแรคเตอร์ ของspirite ในธรรมชาติซักอย่างหนึ่ง ที่มีร่างรวมอยู่ในลำแสงนั้น

เป็นลำแสงที่พัดผ่านและประทับดึงความสนใจให้ผุู้ที่กำลังมีปัญหาได้บังเอิญเห็นเรื่องราวของกันและกัน ผ่านสื่อต่างๆรอบตัวในธรรมชาติ(ที่แปลกออกไป) เช่นในหยดนำ้ หรือบนกระจก โดยเป็นการเห็นที่ไม่น่าจะเห็นได้ในแบบพื้นฐานธรรมชาติง่ายๆทั่วไป แต่ก็ไม่โอเวอร์เกินจริงไปมาก
(ซึ่งลำแสงแห่งความพอดีนี้ก็จะเก็บเรื่องราวของทุกๆคนไป(เพราะแสงนั้นเก็บข้อมูลทั้งหมด)




แล้วในขณะนั้นเราก็จะนำเสนอด้วยภาพ ตอนที่ภาพลักษณ์แห่งตัวตนของพวกเขาเหล่านั้นถูกลำแสงแห่งความพอดีพาไปปรากฏไว้ในที่ต่างๆ และมีความหมายสำคัญกับคนอื่นๆที่นั่น (ที่อาจเป็นการชี้แนะซึ่่งหนทางรอด ทางสว่าง และเป็นแรงบันดาลให้แก่กันได้อีกมากมาย) ทั้งที่เจ้าตัวเองเขาก็ไม่ได้รับรู้มัน ซึ่งเป็นความรู้สึก+ดีๆต่อคนดู

แล้วเราจะสอดแทรกภาพตัวอย่างในตอนต้นที่ผมกล่าวยกมานำเรื่อง ลงในช่วงตอนท้าย เข้าไปเรื่อยๆ เช่นดวงจันทร์ในนำทุกๆแก้ว ภาพสะท้อนของเราในหยดนำ้ และภาพดวงดาวที่ห่างไกล(ซึ่งภาพของพวกเราทั้งหมดอาจจะไปปรากฏที่นั่นได้ด้วยเช่นกัน) ให้คนดูรับรู้ได้เองถึงการมีภาพลักษณ์ของเราอยู่ในทุกๆที่ของทุกสิ่ง (ที่จะแทนการอธิบายด้วยบทพูดที่ผมพิมพ์) และมองกลับมาที่ตนเองด้วยเช่นกัน จากตัวอย่างเรื่องราวของตัวละครภายในที่เป็นคนอยู่ร่วมในสังคมจริงเหมือนกัน

ที่ตอนจบสุดท้ายนั้นลำแสงแห่งความพอดีนี้ได้เดินทางผ่านต่อๆไปในมิติที่อนันต์อย่างไร้ซึ่งกาลเวลา เสมือนกฏธรรมชาติใหญ่ท่ีไม่เคยเปลี่ยนแปลงและอยู่เหนือเวลา

จบ.


ซึ่งตรงส่วนเนื้อเรื่องจริงนี้ผมขอเสนอแบบว่างไว้ก่อน เพื่อรอไอเดียของทุกคน (หากจะทำ)

อยากให้ทุกคนลองเสนอกัน เพราะอาจได้ตัวอย่างที่ดีกว่า และการสอนใจที่ดีมากๆได้ และยังสามารถสอดแทรกรายละเอียดที่อาจสื่อความเป็นไทยผสมลงไปได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น เด็กที่กำลังรอลุ้นผลเอนทราส


ที่เท่านี้น่าจะพอและทำให้ทุกคนตระหนักได้ ถึงคุณค่าในการเป็นตัวเองที่มีอยู่ ในความแตกต่างและเอกลักษณ์แฉพาะที่ทุกคนต่างมีอยู่





หากทุกคนจะลองเอาไปคิดเนื้อหากันดู
ในตัวละคร1ตัวจะมีลักษณะเป็นแบบนี้ครับ

มีสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าเป็นปัญหาอยู่(ที่ตัวเองก็กำลังต่อสู้เต็มที่อยู่) และมีส่วนตัวตนที่เขาเป็น(ในอีกแง่มุมหนึ่ง)ที่สามารถสอนใจ เป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆได้
แล้วเรื่องราวในแง่มุมอื่นของแต่ละคนนั้นได้มีส่วนช่วยเหลือกัน ในปัญหาใหญ่ที่แต่ละคนต่างกำลังเผชิญหน้าอยู่


ตัวอย่างชนิดต่างๆของแนวทาง เช่น แม่กบที่กำลังจะนำลูกให้รอดพ้นจากการเป็นอาหารนกในสระนำ้ คู่รักที่กำลังจะตกลงเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ผู้ป่วยที่กำลังนอนรอความตายในโรงพยาบาล
นักเรียนที่เอนไม่ติด


ซึ่งเมื่อเอามาทำก็จะเป็นเช่น ภาพของคนป่วยในโรงพยาบาลที่รู้ว่าตนจะไม่รอดชัวร์ๆ แต่มีกำลังใจไม่เศร้าหมองท้อถอย เป็นกำลังใจให้กับ เด็กที่เอนไม่ติด ได้ครับ

คู่รักถานะปานกลางที่เกิดตั้งครรภ์โดยที่ทั้งคู่ยังไม่พร้อม กำลังจะตัดสินใจอยู่ว่าจะเอาเด็กไว้หรือไม่ เพราะกลัวที่จะรับภาระของการมีครอบครัวไม่ไหว แต่เมื่อลำแสงแห่งความพอดีพัดผ่านพวกเขาไป ก็พาให้ทั้งคู่ได้(บังเอิญ)เห็นภาพแม่กบตัวเล็กตัวเดียวที่มีลูกยัวะเยี้ย เต็มสระเลย แต่ยังดูแลลูกๆให้พ้นจากการเป็นอาหารของนกได้ ก็เกิดมีกำลังใจสู้ต่อไปเพื่ออนาคตของลูกน้อย



ซึ่งการสอนใจนั้นเราอาจจะแสดงผลเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกัน เช่น
1.แม่กบที่ดูแลลูก สอนพ่อแม่ที่เพิ่งเริ่มมีลูก
2.พ่อแม่(ในข้อ1)ที่เพิ่งคลอดลูก ได้สอนให้คนป่วยที่กำลังจะตายให้เข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต(การเกิดและการตาย เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชีวิต)
3.แล้วคนแกที่ป่วยแต่ไม่เศร้าซึมแม้รู้ว่าตนจะตาย ก็เป็นบทเรียนให้กำลังใจกับเด็กที่เอนไม่ติด ให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ในหนทางที่แตกต่างของตนเอง

แล้วภาพลักษณ์ที่มีสีสันในชีวิตของเด็ก(เอนไม่ติด)คนนั้นที่คิดได้ กับการมีเส้นทางเดินของตนเอง ก็สะท้อนกระจายลงไปในทุกๆที่ของฉากเมืองมหานครที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เหมือนคนดูจะรู้ว่านี้ละเป็นตัวอย่างให้กับเยาชนจำนวนมากอีกหลายๆคนในสังคมเรา


นี้คือพล็อตหลังจากลองจูนคลื่นแล้ว คิดว่าสามารถทำได้ใน1เพลงจบ เหมือนมิวสิกวิดีโอความยาว 4.30 นาที พยายามคิดให้ง่ายๆแล้ว แต่ก็ยังชอบหาประเด็นแปลกใหม่ขยายโลกทัศน์มาเสนอ

ซึ่งเสนอไว้เฉยๆอีกเช่นกัน เพราะภาพที่เห็นในความคิดตัวเองยังดูทำยากเลยแฮะ

PostPosted: Fri Nov 23, 2007 12:21 pm
by *~ Lil' ~*
อืม...แนวคิดนี้น่าสนใจดีนะคะ ^_^

แต่จุดที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่การนำเสนอนะ

ถ้าได้ไอเดียในการนำเสนอดีๆนี่ออกมาน่าจะแจ่มเลยแหละ

(สำหรับเรื่องการเอาสัตว์มาเป็นตัวละคร ที่น่าสนใจก็คือ เวลาคนดูดูหนังเขาจะรับความรู้สึกและผูกพันธ์กับตัวละครที่เป็นมนุษย์มากกว่าสัตว์ เพราะอย่างนั้น ถ้าเราลองทำให้เห็นความ "เหมือน" ของมนุษย์และสัตว์ที่เป็นตัวละครนั้นๆได้ ก็น่าจะดีเนอะ ^_^)


ชอบตรงที่เขียนแนะนำเรื่องมากๆค่ะ คิดว่าถ้าวาดเงาของตัวละคร ที่อาจจะ สะท้อนกับหยดน้ำ กระจก ในทีวี หรืออย่างอื่นออกมาดีๆเนี่ย ประกันได้เลยว่าต้องสวยและดึงดูดใจมากแน่ๆ

(แต่ถ้าจะว่าไปลองเอาเนื้อเรื่องของคนคนเดียว ที่ลิ้งค์เข้ากับชีวิตของคนอื่นๆซึ่งจะเกี่ยวข้องกับตัวละครหรือไม่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ได้ อาจมีส่วนที่คล้าย ส่วนที่ต่างด้วย ก็น่าจะดีนะคะ)

PostPosted: Fri Nov 23, 2007 4:36 pm
by Boy
ขอบคุณมากครับที่ติชม
ทุกสิ่งที่คุณLilพูดเป็นประโยชน์ให้ผล+กับเรื่องหมดเลย เรื่องสัตว์นี้เห็นด้วยอย่างมาก
ส่วนเรื่องที่ย่อ จาก4ตัวอย่าง มาเป็นการเดินเรื่องของตัวละครหลักคนเดียวก็ช่วยลดภาระในงานได้มากครับ และน่าสนใจด้วยที่มันจะจับความสนใจของคนดูไว้ได้อยู่ เพื่อพร้อมที่เราจะชักจูงความสนใจคนดูไปในทิศทางต่างๆ (ตัวเองมองไม่เห็นจริงๆ)
ถ้าเห็น หรือคิดอะไรดีๆได้อีกก็เสนอแนะเลยนะครับ

แล้วเรื่องแนวคิดที่จะนำหลายๆเรื่องมารวมกันก็ยินดีครับ ถ้าทำเสร็จเมื่อไร่ลองเสนอมานะครับ อยากรู้เหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง

ที่ผมลองสมมุติเรื่องนั้น รู้สึกจะเร็วไปหน่อย เป็นกึ่งตัวอย่างครับ(สิ่งแรกที่คิดออก แล้วเอามาทันที) (ของจริงตัวเองอาจจะคิดไม่ออกก็ได้)
เลยขอให้ใครที่สนใจพล็อตนี้ช่วยเสนอกันด้วยนะ ได้พล็อตแบบร่วมๆกันคิดก็สบายใจดีเวลาทำ ไว้จะลองวางลำดับขั้นตอนคล้าวๆไว้เพื่อรองรับเนื้อเรื่อง แล้วเอามาลงที่นี่อีกครับ พล็อตไหนที่ใครจะเพิ่มเติมอะไร ทั้งสตอรี่บอรด์และงานออกแบบตัวละคร ถ้าช่วยกันคิดทำให้กับเรื่องไหน ก็แปะลงในกระทู้นั้นเลยละกันนะ จะได้ตรงดี

ส่วนดนตรีประกอบเรื่อง ตัวเองคิดว่าน่าจะเป็นแนวเเจ๊ส ช่วงนี้เพิ่งค้นพบคลื่นของเพลงเเจ๊สฟังรื่นหูเพราะและเพลินดีครับ
งานนี้ขอเป็นแรงงานไว้ก่อนเหมือนกันครับ มาแบบไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้ เดี๊ยวจะหาๆโปรแกรมมาเตรียมไว้ก่อนครับ

PostPosted: Fri Nov 23, 2007 11:29 pm
by TOXIC
คิดได้แค่ สองอันเองอะ

1. คนเดินบนถนน มองไปที่คนขับรถบนถนน (ดีจังที่คุณมีรถขับไม่ต้องมาเดิน)

2. คนขับรถบนถนน มองไปที่คนเดินถนนธรรมดา (รถติดไม่ขยับแบบนี้ ผมอยากลงไปเดินแบบคุณจัง)


มันพอจะเซมๆไหมนิ

PostPosted: Sun Nov 25, 2007 2:13 pm
by katathorn
ชอบแนววิธีการคิดของพี่บอยมากครับ

PostPosted: Sun Jan 27, 2008 4:31 pm
by camera
สัตว์ดึกดำบรรณ์ ชื่อกาเมร่า ไล่ฆ่าไดโนเสาร์จนหมดโลก จนตนต้องอยู่ตามลำพัง

มันหลับไหล และตื่นขึ้นมาในอีก65ล้านปีต่อมา

และได้พบกับมนุษย์

มนุษย์ตื่นกลัว และไม่สามารถเป็นมิตร

มันยอมให้มนุษย์ฆ่า เพราะไม่ต้องการฆ่ามนุษย์เพื่ออยู่เพียงลำพังอีกต่อไป

มันยอมตาย

มนุษย์ระเบิดมันด้วยนิวเครียรล้านกว่าลูก มันเจ็บ แต่มันไม่ตาย

มันโมโหและไล่ฆ่ามนุษย์ทุกคน

มนุษย์สูญพันธุ์

มันนอนหลับอีกครั้ง และพร้อมที่จะตื่นขึ้นมาฆ่าสายพันธุ์ใหม่ที่จะกำเนิดขึ้นในอนาคต









ปล. ถึงจะดูไม่เกี่ยว แต่มันเป็นความคิดต่อยอดจากข้างบน